พระราชอาณาจักรกัมพูชา

ความน่าลงทุน

การส่งเสริมการลงทุน รัฐบาลกัมพูชาให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศอย่างมาก จึงมีนโยบายส่งเสริมและปรับปรุงแก้ไขระเบียบการลงทุนที่เอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติ เช่น การอำนวยความสะดวกและการให้สิทธิต่างๆ แก่โครงการที่ได้รับการส่งเสริมอนุญาตให้นักลงทุนโอนเงินตราต่างประเทศได้อย่างเสรีเพื่อจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน อันจะส่งผลต่อการสร้างงานที่ก่อให้เกิดรายได้กับประชาชน และเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยให้สิทธิเป็นเจ้าของสินทรัพย์ทุกอย่างยกเว้นที่ดิน แต่ก็สามารถเช่าได้นานถึง 99 ปี และอนุญาตให้นักลงทุนเป็นเจ้าของกิจการบางประเภทได้ 100% และให้การรับประกันนักลงทุนในการกำหนดราคาสินค้าที่ผลิตขึ้นการให้สิทธิในการส่งออกเงินทุนผลกำไรของกิจการและยังสามารถลงทุนด้วยเงินทุนของตนเองทั้งหมดนอกจากนั้นในกรณีที่ขาดแรงงานที่มีฝีมือภายในประเทศก็สามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือมาทำงานได้รวมทั้งได้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความโปร่งใสและลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบการลงทุนมากขึ้น

ข้อตกลงความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทย

ไทยกับกัมพูชามีการตกลงร่วมภายใต้กรอบความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน คือ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) โดยได้มีการดำเนินโครงการทวิภาคีที่มีโครงการร่วมในสาขาการอำนวยความสะดวกทางด้านการค้าและการลงทุนจำนวนทั้งสิ้น 18 โครงการ ได้แก่
  1. การศึกษาการจัดตั้งตลาดกลางเพื่อค้าส่งและส่งออกในกัมพูชา
  2. การจัดคณะผู้แทนการค้าและการลงทุน
  3. การจัดงานแสดงสินค้า
  4. ร่างความตกลงการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา
  5. ร่างความตกลงการขนส่งสินค้าผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา
  6. ปรับปรุงจุดผ่านแดนถาวรระหว่าง 2 ประเทศจำนวน 6 แห่ง
  7. ความตกลงการอำนวยความสะดวกทางการค้าโดยให้บริการเบ็ดเสร็จที่ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา
  8. โครงการศึกษาการค้าแบบหักบัญชี
  9. การจัดตั้งสภาธุรกิจ ACMECS ไทย-กัมพูชา
  10. โครงการศึกษาเพื่อบรรเทาความยากจนบริเวณชายแดนกัมพูชา
  11. การศึกษาโครงการนิคมอุตสาหกรรมปอยเปต
  12. การศึกษาโครงการนิคมอุตสาหกรรมไพลิน
  13. การศึกษาโครงการแหล่งน้ำสำรองที่ปอยเปต
  14. การศึกษาโครงการศูนย์กระจายสินค้าที่ศรีโสภณ
  15. การศึกษาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมบริเวณชายแดน 4 เขตคือปอยเปต-อรัญประเทศ, เกาะกง-คลองใหญ่, ไพลิน-บ้านผักกาดและคามเรียง-บ้านแหลม
  16. ปรับปรุงจุดผ่อนปรนระหว่างทั้ง 2 ประเทศจำนวน 6 แห่ง
  17. โครงการศูนย์ประชุมนานาชาติเสียมเรียบ
  18. การศึกษาโครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจระหว่างอำเภอศรีโสภณจังหวัดเสียมเรียบและจังหวัดพระตะบอง

ลู่ทางการลงทุน

การจ้างพันธมิตรในท้องถิ่น เช่น ตัวแทนหรือผู้จัดจำหน่ายเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเข้าถึงผู้ซื้อชาวกัมพูชา เนื่องจากพันธมิตรในท้องถิ่นสามารถอำนวยความสะดวกและเร่งรัดกระบวนการการเข้าสู่ตลาด โดยอาศัยความรู้ทางการตลาดและเครือข่ายของพวกเขา ในประเทศกัมพูชาความสัมพันธ์ส่วนบุคคลสามารถเป็นกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้

SWOT Analysis

จุดแข็ง
  1. กัมพูชามีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งกับต่างประเทศได้สะดวก
  2. กัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากนานาประเทศ อาทิ สถานะการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) และได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร (GSP) จากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย แคนาดา และลดหย่อนภาษีศุลกากรจากประเทศเหล่านั้น เป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกแก่สินค้าที่ส่งออกจากกัมพูชา
  3. มีความสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและมีแรงงานราคาถูก
  4. สิทธิประโยชน์และนโยบายการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล
  5. เป็นสมาชิกอาเซียนซึ่งมีพันธกรณีลดภาษีภายใต้ AFTA ให้สมบูรณ์ตามกำหนดภายในปี 2553
  6. มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีและเปิดกว้างเมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกันในภูมิภาค
  7. มีแหล่งดึงดูดด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก ได้แก่ นครวัด
จุดอ่อน
  1. ระบบสาธารณูปโภคของประเทศกัมพูชาอยู่ระหว่างการพัฒนา
  2. แรงงานที่มีเป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือ
  3. ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจต่างประเทศ
  4. กฎระเบียบด้านการค้ามีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
  5. ระบบราชการกัมพูชามีการคอรัปชั่นสูง
โอกาส
  1. กัมพูชาเป็นสมาชิกของอาเซียนและองค์การการค้าโลก (WTO) ไทยจึงสามารถใช้กัมพูชาเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มตลาดที่กัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษGSP และ MFN รวมทั้งใช้ทรัพยากรที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในกัมพูชาได้ รวมถึงการใช้กัมพูชาเป็นทางผ่านเพื่อส่งสินค้าเข้าสู่เวียดนามและจีนต่อไป
  2. ศักยภาพของตลาดขยายตัวสูงขึ้นในปีต่อ ๆ ไปเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ การขยายตัวในการลงทุนจากต่างประเทศ การดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ หลายโครงการและผลจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่เริ่มฟื้นตัว
  3. มีความต้องการด้านการพัฒนาการบริโภคและอุปโภคทุกด้าน
  4. กำลังดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำ นวนมาก โดยความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการคมนาคมขนส่งซึ่งจะทำให้กัมพูชาเป็นทางผ่านตามแนวคิดการพัฒนา Economic Corridor ในกรอบ GMS
  5. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวสูง
  6. สิ่งที่กัมพูชาต้องการจากไทย
    1. ระบบผลผลิตทางการเกษตรเพื่อขายในไทย/ผ่านไปยังตลาดอื่น ๆ
    2. การลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรูปการเกษตร
    3. ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยไปเที่ยวในกัมพูชา
    4. ความร่วมมือในการจัดระเบียบชายแดนเพื่อควบคุมให้การค้าขายอยู่ในระบบ
    5. ความช่วยเหลือด้านวิชาการและการพัฒนาจากไทย
    6. ความร่วมมือสนับสนุนจากไทยในการผลักดันโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในลุ่มน้ำโขง
อุปสรรค
  1. ระบบการเงิน การธนาคาร และระบบศาลไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ
  2. มีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบบ่อยครั้ง
  3. ความปลอดภัยสำหรับชาวต่างชาติยังไม่อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
  4. ขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และยังต้องการความช่วยเหลือเพื่อบูรณะประเทศ ทำให้กัมพูชาต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก
  5. ระบบการคมนาคมและสาธารณูปโภคยังไม่มีประสิทธิภาพ และขาดแคลน ทำให้การติดต่อสื่อสาร และการคมนาคมเป็นไปอย่างล่าช้า
  6. มีการลักลอบทำการค้าผิดกฎหมาย เช่น การนำเข้าอัญมณี ไม้ และรถยนต์ที่ถูกขโมยมา โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งกัมพูชามีการลักลอบส่งออกมายังไทยโดยตลอด ทำให้การค้าระหว่างกันไม่สามารถดำเนินได้โดยสะดวก
  7. สินค้าส่งออกไปยังกัมพูชาต้องเสียภาษีนำเข้าและยังต้องเสียภาษีผ่านแดนให้กับด่านต่าง ๆ ในลักษณะที่ผิดกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนสินค้าที่จำหน่ายในกัมพูชาสูงกว่าปกติมาก
  8. ใช้มาตรการปกป้องทางการค้าด้วยมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การตรวจสอบสินค้าก่อนการนำเข้า ฯลฯทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าของกัมพูชาสูงมากกว่าปกติ

แนวโน้มของสินค้าที่อยู่ในความสนใจของตลาดกัมพูชา

สินค้าในความต้องการของกัมพูชาจะแตกต่างกันไปตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยสินค้าที่อยู่ในความต้องการของกัมพูชาส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสินค้าที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ ได้แก่
  • อาหารและเครื่องดื่มเป็นสินค้าที่กัมพูชาต้องการมากที่สุด ทั้งผัก ผลไม้สดและแห้งเนื่องจากเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมีมูลค่าประมาณ 91.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • รถยนต์เป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง มีการนำเข้ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์ประมาณ 431.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • วัสดุก่อสร้างเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง มูลค่าการนำเข้ารวมทุกรายการประมาณ 147.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯโดยสินค้าที่นำเข้ามากที่สุด คือ ปูนซีเมนต์ และเหล็กเส้น
  • ยารักษาโรคมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 62.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ รัฐบาลจึงได้มีการส่งเสริมให้ตั้งโรงงานผลิตยาภายในประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อลดการนำเข้า
  • ผ้าผืน นำเข้าประมาณ 6.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำมาตัดเย็บและส่งออกในอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ
  • น้ำมันเชื้อเพลิงมีมูลค่าการนำเข้าประมาณ 286.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ทั้งนี้สินค้านำเข้าที่สำคัญของกัมพูชา ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอะไหล่ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต การเดินทาง และการขนส่งต่างๆ รองลงมาได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทั้งการขนส่งการผลิตกระแสไฟฟ้า และการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ส่วนด้านวัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ ได้ถูกนำเข้าเพื่อก่อสร้างที่อยู่อาศัยการก่อสร้าง ซ่อมบำรุงอาคาร ถนน และสะพาน เป็นต้น สำหรับความต้องการของตลาดกัมพูชาในอนาคต ได้แก่
  • อาหาร เนื่องจากกัมพูชามีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น 1.9% ต่อปี ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกพืชและการสร้างโรงงานยังจำกัด เพราะปัจจัยด้านสิ่งสาธารณูปโภคทำให้กัมพูชาต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อการบริโภค
  • รถยนต์ มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์ใหม่เพื่อทดแทนรถยนต์เก่า
  • วัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มการนำเข้าสูงขึ้น เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ และสาธารณูปโภคต่างๆ
  • ยารักษาโรคเป็นสินค้าที่จำเป็นสำหรับชาวกัมพูชา ซึ่งยังขาดแคลนจึงต้องนำเข้าจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ
  • น้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้าเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อใช้กับยานพาหนะและผลิตกระแสไฟฟ้า

วิจัยตลาด

สินค้าเกษตรกรรม

   ชื่อสินค้า    มูลค่า(ล้านบาท)
      สินค้าปศุสัตว์อื่นๆ       1,125.6
      ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง       107.5
      ข้าวโพด       55.4
      ข้าว       45.3
      ยางพารา       42.9
      ถั่วเขียวผิวมัน       18
      พืชน้ำมัน       17.4
      ผักสดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง       15
      ใบยาสูบ       13.6
      เครื่องเทศและสมุนไพร       7.5
      รวม 10 รายการ       1,448.2

ที่มา:โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยกระทรวงพาณิชย์

สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร

   ชื่อสินค้า    มูลค่า(ล้านบาท)
      น้ำตาลทราย        4,379.6
      เครื่องดื่ม        2,465.3
      นมและผลิตภัณฑ์นม        2,465.3
      อาหารสัตว์เลี้ยง        684.2
      สิ่งปรุงรสอาหาร        606.6
      ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ        588
      ผลิตภัณฑ์ข้าว        482.6
      ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์        326.3
      หมากฝรั่งและขนมที่ไม่มีโกโก้ผสม        310.3
      ผลไม้กระป๋องและแปรรูป        280.6
      รวม 10 รายการ        11,044.3
    ที่มา:โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยกระทรวงพาณิชย์

สินค้าอุตสาหกรรม

   ชื่อสินค้า    มูลค่า(ล้านบาท)
       ปูนซีเมนต์        1,950.6
       เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว        1,913.1
       เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์        1,685.5
       เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ        1,650.9
       ผลิตภัณฑ์ยาง        1,612.4
       เคมีภัณฑ์        1,607.3
       ผ้าผืน        1,280.9
       รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ        1,250.3
       เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล        1,167
       ยานพาหนะอื่นๆ และส่วนประกอบ        1,131.9
       รวม 10 รายการ        15,249.9
    ที่มา:โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยกระทรวงพาณิชย์

สินค้าแร่และเชื้อเพลิง

   ชื่อสินค้า    มูลค่า(ล้านบาท)
       น้ำมันสำเร็จรูป        7,254.8
       ก๊าซปิโตรเลียมเหลว        106.9
       แร่ยิปซั่ม        14.6
       น้ำมันดิบ        2.8
       สังกะสี        1.6
       รวม 5 รายการ        7,380.7

ที่มา:โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยกระทรวงพาณิชย์

ปิดทั้งหมด/แสดงทั้งหมด

แบล็คแคนยอน

แบล็คแคนยอน ธุรกิจร้านอาหารกาแฟ ที่ทุกวันนี้มีสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่การันตีถึงความสำเร็จของผู้บริหารที่สามารถนำพาธุรกิจแบรนด์ไทยออกสู่ต่างประเทศและเป็นที่จับตาของบรรดาเอสเอ็มอี ที่วันนี้แบรนด์ดังกล่าวก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ มาก่อนเช่นกัน

คุณโสมเพ็ญ ขุทรานนท์

สินค้าที่บริษัทโลตัสพรผลิตขึ้นเป็นโลโก้โปรดัคต์ทั้งหมด ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักของคนกัมพูชาและชาวต่างชาติ บริษัทเริ่มต้นผลิตจำหน่ายเฉพาะในพื้นที่เท่านั้น แต่ภายหลังต้องขยายกิจการให้กว้างขึ้น เพราะมีผู้สนใจผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น การส่งออกตามมา โดยรูปแบบการทำงานนั้นไม่ได้อยู่ในลักษณะโรงงาน แต่ใช้วิธีร่วมกับชุมชน ดังเช่น โอท็อปของประเทศไทย